Rebound
SET: คาดการณ์ SET Index เปิดตลาดกระโดดขึ้นในวันนี้ นำโดยกลุ่มที่เสียประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นก่อนหน้านี้ รับข่าวความคาดหวังการยุติสงครามที่เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์ของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เมื่อคืน จนส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมาพร้อมกับดอลลาร์และ Bond yield สหรัฐฯ
Flash crash: ทั้งนี้ พฤติกรรมการปรับตัวระหว่างวันของ SET Index เมื่อวานนี้ ถือว่าเข้าข่ายคำนิยามกรณี Flash crash ของเราอีกครั้ง กล่าวคือ ดัชนี SET สามารถปรับตัว Bounce ระหว่างวัน (Intraday) จนทำให้ราคาปิดสามารถปรับตัวขึ้นจากราคาต่ำสุดในวันเกินกว่า 3% ซึ่งเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของเราในอดีตพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมักเป็นเครื่องชี้การกลับตัวของดัชนี SET ที่ดีอันหนึ่ง โดยจากการเก็บสถิตินับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา พบว่าดัชนี SET มักปรับตัว Sideways up ต่อจากนั้นได้ โดยมีค่า Median return ในช่วง 1 เดือนถัดมาอยู่ที่ 4.5% และมี Win ratio ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่สูงถึง 91%
Strategy: สำหรับผู้ที่ได้เข้าสะสมหุ้นไปที่บริเวณดัชนี SET ต่ำกว่า 1350 จุดเมื่อวานนี้ มองแนวการขายทำกำไรระดับแรกอยู่ที่ดัชนีราว 1430 จุด ซึ่งถือเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมของเราตามวิธี PE Model ในกรณีฐาน เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่อาจจะยังคงเกิดขึ้น และความเสี่ยงการปรับลดประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงถัดไป ส่วนหากดัชนี SET ยังมีการปรับตัวขึ้นต่อในระยะสัปดาห์ มองแนวการขายทำกำไรถัดไปที่น่าสนใจจะอยู่ที่บริเวณ 1450-1460 จุด ซึ่งตรงกับระดับผลตอบแทนคาดหวังของ SET ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนหลังเกิดเหตุการณ์ Flash crash ในอดีต
Bunker: สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าสะสมหุ้นไปเมื่อวานนี้ หากวันนี้ดัชนี SET เปิดกระโดดไปที่บริเวณ 1430 จุดหรือมากกว่าไปแล้ว แนะนำให้ชะลอการลงทุนไปก่อน จนกว่าดัชนีจะมีการย่อตัวลงมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวอีกครั้ง จึงใช้เป็นจังหวะในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่ม Bunker stocks ที่เราแนะนำไปเมื่อวานนี้ ซึ่งหุ้นกลุ่มเหล่านี้มักมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำ + ผลักภาระต้นทุนได้ + อิงกับปัจจัยภายนอกต่ำ จึงมองว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับการถือครองในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ได้แก่
1) กลุ่มโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติในระดับต่ำ เช่น CHG, BCH
2) กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น และมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานไม่มาก เช่น CPAXT, BJC
3) กลุ่มหุ้น Defensive ที่มีอำนาจในการต่อรองราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE
4) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความนิยมในการติดตั้ง Solar rooftop ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น เช่น GUNKUL
Oil: ราคาน้ำมันดิบผันผวนอย่างหนักในรอบวันที่ผ่านมา โดยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 120 เหรียญฯต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวานนี้ ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลงมารับข่าวประเด็นที่กลุ่มประเทศ G7 อาจมีการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาหากจำเป็น รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เมื่อคืนนี้ที่กล่าวว่า สงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็วๆนี้ รวมไปถึงมีแผนที่จะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน อย่างเช่นกับรัสเซีย ที่ทรัมป์กล่าวอ้างว่ามีการต่อสายคุยกันล่าสุด เป็นต้น ล่าสุดเช้าวันนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent เปิดตลาดอยู่ที่ระดับราว 90 เหรียญฯต่อบาร์เรล
Our take: เราประเมินว่าต่อจากนี้ ราคาน้ำมันดิบคงจะแกว่งตัวผันผวนไปตามพัฒนาการของการการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz เป็นสำคัญ ซึ่งจากการตรวจสอบของเราล่าสุดพบว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างปกติ ทำให้ต่อให้ราคาน้ำมันจะมีการย่อตัวลงมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าจะยังทรงตัวสูงในระดับ 80-100 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ต่อไป ตราบใดที่ยังคงเป็นภาพเช่นนี้ ก็ต้องบอกว่าคงจะมีผลกระทบที่ตามมาต่อทั้งเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการของบจ.ไม่มากก็น้อย (GDP & Earnings downgrade) ไม่นับรวมกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่น่าจะทยอยปรับสูงขึ้นตามมาด้วย

More Stories
“โกลเบล็ก” ชี้เป้า 6 หุ้นเด่นรับทรัพย์ “โซลาร์ภาคประชาชน”
NER ท็อปฟอร์ม! โบรกฯคาด Q3/69 กำไรโตแรง 52-58% จับตาโค้งสุดท้ายทำนิวไฮ – ลุ้นปันผลครึ่งปีหลังยิลด์สูง
“โกลเบล็ก” มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งแคบ แนะเก็บหุ้นอสังหาฯ รับมาตรการสินเชื่อใหม่