WORK LIFE NEWS

"เกาะติดข่าว ทันกระแส ฉับไว"

At the upper end of expectations

SET: คาดการณ์ SET Index เปิดตลาดวันนี้ในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับผลการเลือกตั้งของไทยที่ออกมาในกรณีด้านที่เป็นบวกต่อตลาดทุน และทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีการปรับตัวรีบาวด์แรงตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์ ทำให้มีโอกาสที่ดัชนี SET จะเดินหน้าขึ้นไปทดสอบระดับแนวต้านเดือนนี้ของเราและเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ในกรณีฐานที่ 1390 จุด (อิงคาดการณ์ EPS ปีนี้ที่ 96.4 บาทและระดับดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%)

Coalition: เราประเมิน 2 Scenario ของการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้

1) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียงบวกลบ แม้อาจจะไม่ถึง 300 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆจะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้

2) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300 เสียง ไปอยู่ที่ราว 330 เสียง หากออกมาในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง

Fund flows: ประเมินผลลัพธ์ของการจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 มีโอกาสจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับความเสถียรภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้มีการเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธิ YTD ไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2011 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)

2011-liked?: ทั้งนี้ หากเรานำ Performance ของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2011 มาเป็น Proxy ในการวิเคราะห์รอบนี้ แม้ Magnitude ของการปรับขึ้นของดัชนี SET รอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อนที่ปรับขึ้นถึง 9% ในช่วงเวลา 1 เดือน แต่คาดว่าบรรยากาศโดยรวมคงอยู่ในเกณฑ์ดีได้ไม่ยาก โดยหากย้อนดูในปี 2011 ดังกล่าว จะพบว่ากลุ่ม Sector ที่มีการปรับตัว Outperform ตลาดได้ดีที่สุดในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้งจะได้แก่แก่กลุ่ม Domestic play เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ตามความคาดหวังทางด้านการบริโภคที่ดีขึ้นเป็นสำคัญ

Strategy: จากผลการเลือกตั้งที่ออกมามี Positive surprise เรายกระดับแนวรับดัชนีเดือนนี้ขึ้นจากเดิม โดยให้ระดับแนวรับแรกอยู่ที่ 1350 จุด และระดับแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1320 จุด ในเชิงกลยุทธ์ หากดัชนียังไม่ได้ปรับขึ้นไปที่ระดับแนวต้าน 1390 จุด แนะนำเก็งกำไรไปยังตัวหุ้นที่คาดว่าจะได้ Sentiment เชิงบวกจากแนวนโยบายหาเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย ดังนี้

1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งพลัส เช่น CPAXT, BJC

2) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการบัตรสวัสดิการ และการแก้หนี้ เช่น SAWAD, MTC, TIDLOR, AEONTS, GLOBAL, DOHOME

3) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การจัดมหกรรม Festival ต่างๆ เช่น AOT, AAV, BA, ERW, CENTEL

4) กลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากความคาดหวังที่เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพอีกครั้ง เช่น KTB, SCB, KBANK

5) กลุ่มพลังงานทางเลือกที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหลังคาโซลาร์ อาทิ GULF, GUNKUL, BCPG

6) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมบนความคาดหวังการลงทุนทางตรง (FDI) ที่สูงขึ้น ได้แก่ AMATA, WHA

7) กลุ่มหุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เช่น STECON, STPI, PTG เป็นต้น

Factors: สำหรับปัจจัยอื่นที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้นอกเหนือจากพัฒนาการของการจัดตั้งรัฐบาลในประเทศ ได้แก่

1) การปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI และการประกาศรายชื่อหุ้นสมาชิกรอบใหม่ ช่วงเช้าตรู่วันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาบ้านเรา ซึ่งจากการวิเคราะห์ของเราล่าสุดพบว่าอาจมีลุ้นที่สัดส่วนน้ำหนักอาจจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย หากวัดจาก Performance ของหุ้นไทยเมื่อเทียบกับดัชนี MSCI EM บนมาตรวัด Free-float adjusted นับตั้งแต่การ Rebalance ครั้งก่อน ทั้งนี้ หากมีการลดน้ำหนักเล็กน้อย อาจต้องระวังแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่อาจปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งเดือนหลัง โดยในรอบนี้การปรับเปลี่ยนน้ำหนักจะมีผลบังคับใช้ ณ ช่วงปิดตลาดวันที่ 27 ก.พ.

2) รายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯประจำเดือนม.ค.ในวันที่ 11 ก.พ.

3) รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯประจำเดือนม.ค.ในวันที่ 13 ก.พ.